แชร์

บรรจุภัณฑ์พลาสติก มีกี่ประเภท ใช้งานอะไร ข้อดี ข้อเสีย มีอะไรบ้าง

ปัจจุบันชนิดของบรรจุภัณฑ์พลาสติกในท้องตลาดสามารถแบ่งออกเป็นทั้งหมด 7 ประเภท

  1. PET (Polyethylene Terephthalate)
  2. HDPE (High Density Polyethylene)
  3. PVC (หรือ V) (Polyvinyl Chloride)
  4. LDPE (Low Density Polyethylene)
  5. PP (Polypropylene)
  6. PS (Polystyrene)
  7. อื่นๆ

โดยมีคุณสมบัติและการใช้งานแตกต่างกันออกไป

เคล็ดลับสำหรับผู้บริโภค ผู้ผลิตบรรจุภัณฑ์มักทำสัญลักษณ์รีไซเคิล โดยไว้ที่ด้านล่างขวด สัญลักษณ์นั้นจะมีตัวเลขที่บ่งบอกถึงชนิดของเม็ดพลาสติกที่ใช้

     

1. PET (Polyethylene Terephthalate)

PET (อ่านว่า พี-อี-ที หรือเรียกสั้นๆว่า “เพชร”) เป็นวัสดุที่มักพบในขวดใสอย่างขวดน้ำดื่ม ขวดเครื่องสำอางที่มีความใส เช่นขวดแชมพูหรือสบู่

1. ความใส - ขวด PET ที่มีคุณภาพจะมีความใสและเงางามเหมือนแก้ว ทำให้มองเห็นสินค้าด้านในได้ชัดเจน อีกทั้งผู้ผลิตสามารถเปลี่ยนสีของวัสดุได้ตามความต้องการ เช่นสีน้ำตาลหรือดำใส เพื่อช่วยกรองแสงและถนอมอายุของสินค้าด้านใน

2. น้ำหนักเบาแต่ทนทาน มีความเหนียว - PET มีน้ำหนักที่เบา ทำให้บรรจุภัณฑ์ PET ขนย้ายง่ายและลดค่าใช้จ่ายในการขนส่ง โดยที่ยังมีความเหนียวและความทนทาน ไม่แตกและไม่บุบง่าย

3. ความปลอดภัยสูง – PET เป็นวัสดุที่ไร้กลิ่น ไร้รส และยังป้องกันการซึมผ่านของก๊าซและของเหลวทั่วไปได้ดี เหมาะสำหรับการใช้งานทั่วไป

2. HDPE (High Density Polyethylene)

HDPE เป็นวัสดุที่นิยมใช้ในบรรจุภัณฑ์ด้านอุตสาหกรรมเคมีและการเกษตร โดยมีคุณสมบัติความหนาแน่นที่สูงกว่าวัสดุชนิดอื่นๆ บรรจุภัณฑ์ HDPE ส่วนใหญ่จึงเป็นสีทึบหรือขุ่น ไม่โปร่งแสง

1. ทนต่อสารเคมี – HDPE สามารถทนต่อสารที่มีค่าความเป็นกรดหรือด่างสูง เช่น น้ำยาทำความสะอาด เคมีปุ๋ย เคมีอุตสาหกรรม ซึ่งหากสารเคมีเหล่านี้ถูกนำไปใช้กับวัสดุที่ไม่ทนเท่า HDPE อาจเกิดการรั่วซึมผ่านร่องบริเวณฝาและการกัดผิวของเนื้อพลาสติก ทำให้ไม่สามารถเก็บได้ในระยะยาว
2. ทนความร้อน – HDPE ถูกออกแบบมาเพื่อทนการเก็บในอุณหภูมิร้อนได้ ทำให้เก็บในอุณหภูมิห้องหรือในโกดังร้อนๆได้อย่างไร้กังวล
3. ทนแรงกระแทก - แน่นอนว่าความหนาแน่นของวัสดุ HDPE ก็ส่งผลให้วัสดุมีความทนต่อแรงกระแทก ไม่แตกหักง่ายเวลาใช้งานหรือขนย้าย

3. PVC (Polyvinyl Chloride)

PVC หรือพีวีซี เป็นวัสดุที่คนไทยรู้จักกันเป็นอย่างดีเพราะเป็นวัสดุหลักที่ใช้ในท่อน้ำประปาที่แข็งแรงทนทาน แต่ที่จริงแล้ววัสดุ PVC สามารถออกแบบเพื่อการใช้งานที่ยืดหยุ่นและมีความใสได้ เช่น ฟิล์มหด (shrink film) และบลิสเตอร์แพ็ค (blister pack) หรือซองบรรจุยาเม็ดนั่นเอง

4. LDPE (Low Density Polyethylene)

LDPE เป็นวัสดุที่มีความยืดหยุ่นพิเศษเป็นเอกลักษณ์ สามารถบิดหรือบีบได้โดยไม่ขาดหรือแตกง่าย แต่ไม่ทนต่อความร้อน เป็นวัสดุที่ถูกใช้ในถุงพลาสติก ขวดบีบ และฟิล์มพลาสติก

5. PP (Polypropylene)

PP เป็นวัสดุที่แข็งและทนเป็นพิเศษเมื่อเทียบกับพลาสติกทั่วไปชนิดอื่นๆ มักจะถูกใช้ในบรรจุภัณฑ์อาหารที่เข้าไมโครเวฟได้ เวชภัณฑ์ และที่นิยมมากที่สุดคือใช้ในฝาพลาสติกทุกแบบ

1. ทนต่อการบิด เปิด-ปิด หรือการใช้งานซ้ำๆ – PP ออกแบบมาเพื่อทนต่อการใช้งานของผู้บริโภคซ้ำๆ โดยสามารถทนการบิด หรือการเปิด-ปิดฝาในระยะยาวได้โดยไม่มีความเสียหาย
2. ทนความร้อนและสารเคมี – PP สามารถทนความร้อนและสารเคมีได้ค่อนข้างดี เทียบกับวัสดุอย่าง PET หรือ LDPE

6. PS (Polystyrene)

PS เป็นวัสดุที่มีการใช้งานหลากหลายเนื่องจากราคาที่ถูกมาก ตัวอย่างที่เราพบเจอได้ทั่วไปนั้นก็คือโฟม เช่น กล่องข้าวโฟม ถ้วยโฟม และโฟมกันกระแทกที่ใช้ในกล่องพัสดุขนส่ง โดย PS นั้นจะมีความเบาและความทนทานที่ต่ำจึงแตกหักง่ายถ้าโดนหัก แต่สามารถใช้กันกระแทกและวางซ้อนกันง่ายทำให้ขนส่งสะดวก

7. อื่นๆ

ในหมวดนี้ บรรจุภัณฑ์ส่วนใหญ่จะเป็นพลาสติกที่ทำมาจากวัสดุมากกว่าหนึ่งชนิด (multi-material) หรือวัสดุสังเคราะห์อื่นๆที่พิเศษกว่าเม็ดพลาสติกทั่วไป เช่น วัสดุโพลีคาร์บอเนต (polycarbonate) และวัสดุไบโอพลาสติก (bioplastic) หรือพลาสติกชีวภาพที่ย่อยสลายง่าย


เว็บไซต์นี้มีการใช้งานคุกกี้ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและประสบการณ์ที่ดีในการใช้งานเว็บไซต์ของท่าน ท่านสามารถอ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว และ นโยบายคุกกี้
เปรียบเทียบสินค้า
0/4
ลบทั้งหมด
เปรียบเทียบ
Powered By MakeWebEasy Logo MakeWebEasy